• สยามสแควร์ 1 (ลิโด้):
    0-2252-4023, 0-2252-4053
  • สยามสแควร์ 2 (สยามกิตติ์):
    0-2250-7590-1
  • สาขาวิสุทธานี - บางกะปิ :
    0-2370-1287, 0-2370-1288
    088-277-2131
  • สาขาซีคอนสแควร์ :
    02-721-9136, 02-721-9140,
    080-599-2385
  • สาขางามวงศ์วาน :
    0-2580-7192, 08-8016-3693



หลักการเรียน "วิชาเคมี" กับ "พี่ไมธ์" โดย อ.สิทธิเดช ชาญบัญชา (พี่ไมธ์)
สิ่งที่พี่ไมธ์เน้นย้ำเสมอมาเป็นเวลานานในการเรียนรู้วิชาเคมีก็คือการมี Basic ที่ดี การประยุกต์หรือพลิกแพลงให้พิสดารอย่างไร ล้วนแต่มาจากการเข้าใจพื้นฐานอย่างลึกซึ้ง และ พื้นฐานที่ดีประกอบการคิดเป็นระบบจะทำให้นักเรียนประสบความสำเร็จ ทั้งกับ การสอบประจำภาคเรียน การสอบเข้าศึกษาต่อ จนถึงการเรียนในมหาวิทยาลัย ขอให้นักเรียนวางแผนอย่างดี มีวินัยและดำเนินตามแผนการที่วางไว้อย่างเต็มที่ ทบทวนสม่ำเสมอ ทุ่มเทเต็มกำลังความสามารถ และเมื่อเจอปัญหาอุปสรรค ก็อย่าย่อท้อต่อ ความยากลำบากเหล่านั้น คิดเสียว่าเป็นเพียงบททดสอบหนึ่งที่เราต้องพยายามอย่างเต็มที่ ขอให้ดูตัวอย่างนักเรียนเหล่านั้นเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ และพี่ไมธ์เองก็จะคอยให้กำลังใจ กับนักเรียนอีกแรงด้วย
หลักการเรียน "วิชาชีววิทยา" โดย อ.เอกฤทธิ์ วีระพันธุ์
1. เข้าเรียนสม่ำเสมอ ไม่มาเรียนสาย ไม่คุยในห้องเรียน ถ้าสงสัยต้องถาม

2. สังเกตรากศัพท์เป็น set เช่น
     - internal, inner, endo ทุกคำแปลว่า ด้านใน
     - sub, lower, hypo, inferior ทุกคำแปลว่า ต่ำหรืออยู่ด้านล่าง

3. เมื่อเห็นแผนภาพ ตาราง กราฟ ต้องอ้านแบบตีความ เช่น
     - กราฟการเจริญเติบโตของพืชมีวงปีเป็นรูปขั้นบันไดเพราะเหตุใด? ช่วงกราฟชันมาก หมายถึงอะไร? พืชที่แสดงอายุกี่ปี

4. พยายามตั้งคำถามที่มีคำว่า อย่างไร ทำไม เพราะเหตุใด ให้ตนเองเสมอ เช่น
     - การหายใจแบบใช้อกซิเจนดีกว่าการหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจนอย่างไร
     - เพราะเหตุใดแอคซอนขนาดใหญ่จึงนำกระแสประสาทได้เร็วกว่าแอคซอนขนาดเล็ก

5. อ่านทบทวนสิ่งที่เรียนไปแล้วเป็นประจำ

6. ทำตารางเปรียบเทียบหัวข้อสำคัญเพื่อจะได้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจน เช่น
     - ทำตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเซลล์พืชและเซลสัตว์
     - ทำตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง DNA กับ RNA

7. ทำแบบฝึกหัดบ่อยๆ และมากๆ

8. ความรู้จากข่าวรอบวัน, สารคดี, วารสาร, คำบรรยายจากวิทยากรนอกโรงเรียน, การสังเกต จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เป็นสิ่งที่นักเรียนพึงแสวงหา เพราะความรู้ทางชีววิทยาไม่ได้อยู่ เพียงแค่ในหนังสือเรียนเท่านั้น
หลักการเรียน "ภาษาไทย" โดย อ.ธเนศ เวศร์ภาดา
     ในการสอบคัดลือกเข้ามหาวิทยาลัย มีการเปลี่ยนแปลงกันหลายระลอก ในที่สุดก็ เหมือนเหล้าเก่าในขวดใหม่ เปลี่ยนคำเรียกจากสอบเอนทรานซ์เป็นสอบแอดมิชชั่นส์กลาง ซึ่งสอบ O-NET ในกลุ่มสาระวิชาหลัก และ A-NET วิชาเฉพาะสาขา บางแห่งอาจจะมีการ สอบแอดมิชชั่นตรง ซึ่งก็เหมือนการสอบที่เคยมีมาก่อนหน้านี้

     O-NET วิชาภาษาไทยก็น่าจะดำเนินตามแนวเอนทรานซ์เดิม หัวข้อที่ใช้สอบครอบ ครอบคลุมหลักภาษา การใช้ภาษา วรรณศิลป์ และวรรณคดี ที่น่าสังเกตคือ วรรณคดี อาจ ถามความรู้ที่เป็นข้อมูลมากขึ้น เช่น ถามศัพท์วรรณคดี ที่มาของวรรณคดีบางเรื่อง เป็นต้น

     คอร์สไทยเอนทรานซ์ จะช่วยจัดระบบความรู้ที่จะใช้สอบ O-NET ภาษาไทย ฝึกสอบ ปรนัยให้คล่องมือและแม่นยำ
หลักการเรียน "อังกฤษ" โดย อ.นพดล อังคนุพงศ์
ตารางเปรียบเทียบจำนวนข้อสอบ O-NET และ A-NET
หัวข้อ O-NET A-NET
Conversation 25 20
Vocabulary 10 7
Structure 10 8
Cloze Test 10 10
Reading 25 20
Media Reading 5 5
Writing Ability 15 10
Writing to Comment - 20

ตารางช่วงคะแนนและจำนวนนักเรียนที่ทำคะแนนได้ในแต่ละช่วง
  0-10 11-20 21-30 31-40 41-50 51-60 61-70 71-80 81-90 91-100
O-NET 97 37,287 180,244 65,584 18,438 9,110 4,737 2,256 833 99
A-NET 108 24,039 79,138 29,004 12,456 6,734 3,131 949 163 4

     จากตารางจะเห็นได้ว่าเนื้อหาที่ออกข้อสอบคะแนนมาก คือ ภาคสนธนา การอ่านเรื่อง การหาที่ผิดทางไวยากรณ์ ประมาณ 50-60% ขณะที่เนื้อหาศัพท์ ไวยากรณ์ เติมคำในช่องว่าง อ่านสื่อ ประมาณร้อยละ 40

     ซึ่งการสอบ A-NET จะมีการเขียนเรียงความคะแนนร้อยละ 20 ส่วนคะแนนสอบจะ เห็นได้ว่ามีนักเรียนที่ทำคะแนนได้เกิน 50 คะแนน จำนวนประมาณ 16,000 คน จากผู้เข้า สอบ 2 แสนกว่าคน ทำให้วิชาอังกฤษมีความสำคัญในการลดคู่แข่งได้เป็นจำนวนมาก ด้วย เหตุผลดังกล่าว สถาบันฯ จึงแบ่งการเรียนเป็น 2 หลักสูตรตามแนวข้อสอบดังนี้

1. Structure Analysis เพื่อเตรียมความพร้อมในการสอบภาคไวยากรณ์, การอ่าน เรื่อง, การหาที่ผิดทางไวยากรณ์ ศัพท์ ฯลฯ

2. Intensive English เพื่อเตรียมความพร้อมในการสอบภาคการสนทนา, การเติม คำในช่องว่าง, การอ่านสื่อ, การเขียนเรียนความ ฯลฯ