| หลักการเรียน "วิชาเคมี" กับ "พี่ไมธ์" โดย อ.สิทธิเดช ชาญบัญชา (พี่ไมธ์) | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| สิ่งที่พี่ไมธ์เน้นย้ำเสมอมาเป็นเวลานานในการเรียนรู้วิชาเคมีก็คือการมี Basic ที่ดี
การประยุกต์หรือพลิกแพลงให้พิสดารอย่างไร ล้วนแต่มาจากการเข้าใจพื้นฐานอย่างลึกซึ้ง
และ พื้นฐานที่ดีประกอบการคิดเป็นระบบจะทำให้นักเรียนประสบความสำเร็จ ทั้งกับ
การสอบประจำภาคเรียน การสอบเข้าศึกษาต่อ จนถึงการเรียนในมหาวิทยาลัย
ขอให้นักเรียนวางแผนอย่างดี มีวินัยและดำเนินตามแผนการที่วางไว้อย่างเต็มที่
ทบทวนสม่ำเสมอ ทุ่มเทเต็มกำลังความสามารถ และเมื่อเจอปัญหาอุปสรรค ก็อย่าย่อท้อต่อ
ความยากลำบากเหล่านั้น คิดเสียว่าเป็นเพียงบททดสอบหนึ่งที่เราต้องพยายามอย่างเต็มที่
ขอให้ดูตัวอย่างนักเรียนเหล่านั้นเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ และพี่ไมธ์เองก็จะคอยให้กำลังใจ
กับนักเรียนอีกแรงด้วย |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| หลักการเรียน "วิชาชีววิทยา" โดย อ.เอกฤทธิ์ วีระพันธุ์ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| 1. เข้าเรียนสม่ำเสมอ ไม่มาเรียนสาย ไม่คุยในห้องเรียน ถ้าสงสัยต้องถาม
2. สังเกตรากศัพท์เป็น set เช่น - internal, inner, endo ทุกคำแปลว่า ด้านใน - sub, lower, hypo, inferior ทุกคำแปลว่า ต่ำหรืออยู่ด้านล่าง 3. เมื่อเห็นแผนภาพ ตาราง กราฟ ต้องอ้านแบบตีความ เช่น - กราฟการเจริญเติบโตของพืชมีวงปีเป็นรูปขั้นบันไดเพราะเหตุใด? ช่วงกราฟชันมาก หมายถึงอะไร? พืชที่แสดงอายุกี่ปี 4. พยายามตั้งคำถามที่มีคำว่า อย่างไร ทำไม เพราะเหตุใด ให้ตนเองเสมอ เช่น - การหายใจแบบใช้อกซิเจนดีกว่าการหายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจนอย่างไร - เพราะเหตุใดแอคซอนขนาดใหญ่จึงนำกระแสประสาทได้เร็วกว่าแอคซอนขนาดเล็ก 5. อ่านทบทวนสิ่งที่เรียนไปแล้วเป็นประจำ 6. ทำตารางเปรียบเทียบหัวข้อสำคัญเพื่อจะได้เห็นความแตกต่างได้ชัดเจน เช่น - ทำตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างเซลล์พืชและเซลสัตว์ - ทำตารางเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง DNA กับ RNA 7. ทำแบบฝึกหัดบ่อยๆ และมากๆ 8. ความรู้จากข่าวรอบวัน, สารคดี, วารสาร, คำบรรยายจากวิทยากรนอกโรงเรียน, การสังเกต จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว เป็นสิ่งที่นักเรียนพึงแสวงหา เพราะความรู้ทางชีววิทยาไม่ได้อยู่ เพียงแค่ในหนังสือเรียนเท่านั้น |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| หลักการเรียน "ภาษาไทย" โดย อ.ธเนศ เวศร์ภาดา | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| ในการสอบคัดลือกเข้ามหาวิทยาลัย มีการเปลี่ยนแปลงกันหลายระลอก ในที่สุดก็
เหมือนเหล้าเก่าในขวดใหม่ เปลี่ยนคำเรียกจากสอบเอนทรานซ์เป็นสอบแอดมิชชั่นส์กลาง
ซึ่งสอบ O-NET ในกลุ่มสาระวิชาหลัก และ A-NET วิชาเฉพาะสาขา บางแห่งอาจจะมีการ
สอบแอดมิชชั่นตรง ซึ่งก็เหมือนการสอบที่เคยมีมาก่อนหน้านี้ O-NET วิชาภาษาไทยก็น่าจะดำเนินตามแนวเอนทรานซ์เดิม หัวข้อที่ใช้สอบครอบ ครอบคลุมหลักภาษา การใช้ภาษา วรรณศิลป์ และวรรณคดี ที่น่าสังเกตคือ วรรณคดี อาจ ถามความรู้ที่เป็นข้อมูลมากขึ้น เช่น ถามศัพท์วรรณคดี ที่มาของวรรณคดีบางเรื่อง เป็นต้น คอร์สไทยเอนทรานซ์ จะช่วยจัดระบบความรู้ที่จะใช้สอบ O-NET ภาษาไทย ฝึกสอบ ปรนัยให้คล่องมือและแม่นยำ |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
| หลักการเรียน "อังกฤษ" โดย อ.นพดล อังคนุพงศ์ | ||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
จากตารางจะเห็นได้ว่าเนื้อหาที่ออกข้อสอบคะแนนมาก คือ ภาคสนธนา การอ่านเรื่อง การหาที่ผิดทางไวยากรณ์ ประมาณ 50-60% ขณะที่เนื้อหาศัพท์ ไวยากรณ์ เติมคำในช่องว่าง อ่านสื่อ ประมาณร้อยละ 40 ซึ่งการสอบ A-NET จะมีการเขียนเรียงความคะแนนร้อยละ 20 ส่วนคะแนนสอบจะ เห็นได้ว่ามีนักเรียนที่ทำคะแนนได้เกิน 50 คะแนน จำนวนประมาณ 16,000 คน จากผู้เข้า สอบ 2 แสนกว่าคน ทำให้วิชาอังกฤษมีความสำคัญในการลดคู่แข่งได้เป็นจำนวนมาก ด้วย เหตุผลดังกล่าว สถาบันฯ จึงแบ่งการเรียนเป็น 2 หลักสูตรตามแนวข้อสอบดังนี้ 1. Structure Analysis เพื่อเตรียมความพร้อมในการสอบภาคไวยากรณ์, การอ่าน เรื่อง, การหาที่ผิดทางไวยากรณ์ ศัพท์ ฯลฯ 2. Intensive English เพื่อเตรียมความพร้อมในการสอบภาคการสนทนา, การเติม คำในช่องว่าง, การอ่านสื่อ, การเขียนเรียนความ ฯลฯ |
||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|


